ตร.มั่นใจเอาผิด “โชกุน” ข้อหาหนัก ตรวจสอบคลิป อาจเข้าข่ายผิด ม.112

ตำรวจมั่นใจสามารถยึดทรัพย์สิน นางสาวพสิษฐ์ อริญชย์ลาภิศ หรือ โชกุน ที่ถูกออกหมายจับได้ แต่หากดำเนินการล่าช้าอาจทำให้ทรัพย์สินถูกยักย้ายถ่ายเท ขณะที่การตรวจสอบคลิปเสียงที่เข้าข่ายผิดมาตรา 112 ตอนนี้อยู่ระหว่างเร่งค้นหาโทรศัพท์มือถือของโชกุน เพราะเชื่อว่าอาจมีหลักฐานเชื่อมโยงกัน

วันนี้ (13 เม.ย. 60) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า กังวลเรื่องการยึดทรัพย์สิน นางสาวพสิษฐ์ อริญชย์ลาภิศ หรือ โชกุน มากที่สุด เนื่องจากหากดำเนินการช้า อาจทำให้ทรัพย์สินบางส่วนถูกแปรสภาพไปได้ ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า โชกุนมีเงินหมุนเวียนในบัญชีธนาคาร ประมาณ 3 ล้านบาท และมีอสังหาริมทรัพย์อีกจำนวนหนึ่ง

ส่วนแนวทางการสอบสวน แม้โชกุนจะยังให้การปฎิเสธทุกข้อกล่าวหา แต่ตำรวจก็ไม่กังวล เพราะมีหลักฐานและพยานจำนวนมาก ซึ่งในวันพรุ่งนี้จะควบคุมตัวโชกุนฝากขังที่ศาลอาญารัชดา และจะยื่นคัดค้านประกันตัว สำหรับกรณีคลิปเสียงของโชกุนที่อาจเข้าข่ายความผิดกฎหมายอาญา มาตรา 112 ตำรวจอยู่ระหว่างการเร่งสืบหาโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์การสื่อสารของโชกุนเพื่อตรวจสอบหาความเชื่อมโยง

นอกจากนี้ นายนิติศักดิ์ มีขวด ซึ่งเป็นทนายความของโชกุนเดินทางมาที่กองบังคับการปราบปรามเพื่อขอพบลูกความ เบื้องต้นระบุว่าจะยื่นคัดค้านการฝากขัง และ ยื่นขอประกันตัว ตามขั้นตอนที่สามารถทำได้ พร้อมอ้างว่า ก่อนจะถูกตำรวจควบคุมตัว โชกุนได้ติดต่อให้เดินทางไปรับตัวที่จังหวัดระนองเพื่อเข้ามอบตัว แต่ถูกตำรวจควบคุมตัวก่อน

โดยการแถลงข่าวของโชกุนเมื่อคืนนี้ เจ้าตัวอ้างว่า ไม่ได้ต้องการหลบหนีและการเดินทางไปที่จังหวัดระนองก็เพื่อรวบรวมเงินมาคืนผู้เสียหายเท่านั้น ทำให้ผู้เสียหายบางส่วนที่เข้าฟังด้วย มีท่าทีไม่พอใจ พร้อมทั้งเรียกร้องขอเงินคืนจากโชกุน

ล่าสุดมีผู้เข้าแจ้งความแล้วประมาณ 1,000 คน จากทุกภูมิภาค แต่ส่วนใหญ่มาจากกรุงเทพและปริมณฑล ตำรวจจึงจัดผู้เสียหายเป็นกลุ่มตามสายที่พวกเขาเคยซื้อทัวร์เพื่อที่จะสอบสวนรวบรวมข้อมูลต่อไป เชื่อว่าหลังสงกรานต์น่าจะมีความคืบหน้าที่ชัดเจนมากขึ้น

เช่นเดียวกับการตรวจสอบคดีค้างเก่าของโชกุนที่ตำรวจสั่งการทุกพื้นที่เร่งตรวจสอบ เบื้องต้น พบว่า พื้นที่สถานีตำรวจนครบาลห้วยขวาง มีคดีค้างเก่าของโชกุนเมื่อปี 2559 ในคดีฉ้อโกง ซึ่งก่อเหตุร่วมกับ น.ส.ก้องศรัณย์ แสงประภา หนึ่งในเครือข่ายของโชกุน บุคคลนี้ตำรวจกำลังรวบรวมข้อมูลเพื่อขออนุมัติหมายจับพร้อมอายัดตัวต่อไป

จับแล้ว เด็กแว้นชลบุรีเล่นสกปรก เปิดศึกปาน้ำเน่าใส่ชาวบ้าน

ความคืบหน้ากรณีมีการเสนอข่าว ประชาชนที่ใช้ถนนเส้นสะพานใหม่ชลบุรี ตำบลบางทราย อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี ได้รับความเดือนร้อนจากกลุ่มเด็กแว้นที่ไล่ขว้างปาถุงน้ำพลาสติกใส่กัน ก่อนคืนวันสงกรานต์หนึ่งวัน จนเป็นประเพณีผิดๆ ขว้างถุงน้ำเน่าใส่กัน จนประชาชนได้ความเดือนร้อนไปด้วย และไม่ใช้เพียงถุงน้ำเปล่าเท่านั้น บางรายใส่ น้ำเน่าเสีย น้ำแฟ้บ น้ำปลาร้า น้ำแกง น้ำทะเล ไข่ไก่เน่า รวมไปถึงน้ำมันเครื่อง นำมาใส่ถุงพลาสติกใส่แล้วมัดปากด้วยหนังยาง

ก่อนที่จะร่วมตัวกันบริเวณสะพานใหม่เพื่อขี่รถจักรยานยนต์ไล่ขว้างปาถุงน้ำใส่กันอย่างอย่างคึกคะนอง ทั้งขว้างปาใส่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ที่สัญจรถนนเส้นนี้ จนมีผู้นำไปโพตส์ในสื่อโลกโซเชียลกันเป็นจำนวนมาก และที่บนสะพานใหม่ถนนเลียบชายทะเล ยังมีคราบน้ำมันเครื่องและถุงใส่น้ำมันเครื่อง ตกอยู่เป็นหลักฐานประจานความคึกคะนองของกลุ่มวัยรุ่น

ล่าสุดวันนี้ พ.ต.อ.สมโชค ตาผล ผกก.สภ.เมืองชลบุรี นำกำลังชุดสืบสวน สภ.เมืองชลบุรี ได้ร่วมกับ สืบสวนจังหวัดชลบุรี ติดตามจับกุมกลุ่มผุ้ร่วมปาถุงน้ำแล้ว 2 ราย แต่ยังไม่เปิดเผย เพื่อดำเนินการขยายผลต่อ โดย พ.ต.อ.สมโชค ตาผล ผกก.เผยว่า หลังจากมีการโพตส์ในสื่อต่างก็ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้รีบดำเนินการติดตามจับกุมให้ได้ทั้งกลุ่ม ซึ่งโทษก็เพียงแค่ปรับในข้อหาสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้กับผู้อื่น

ขอฝากบอกวัยรุ่นอย่าไปทำให้เสียประเพณีอันดีงามของไทยเลย ชลบุรี เป็นเมืองท่องเที่ยวสมควรช่วยกันอนุรักษ์ไว้ และขอฝากบอกผู้บริหาร ตนได้ปรึกษากับนายอำเภอเมืองชลบุรี ว่าเทศบาลหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องควรติดตั้งกล้องวงจรปิดเพื่อช่วยเหลือติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุหรือเหตุรถชนกันก็จะเป็นประโยชน์ให้กับประชาชนอีกด้วย

เริ่มแล้วสงกรานต์ข้าวสาร ห้ามเล่นแป้ง-แต่งโป๊- ห้ามเปิดเพลงดังเกิน 85 เดซิเบล

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศเล่นน้ำสงกรานต์ที่ถนนข้าวสาร ว่า มีบางจุดช่วงบริเวณหน้าโรงแรม หรือร้านอาหารมีชาวต่างชาติส่วนใหญที่เริ่มเล่นน้ำกันแล้ว แต่บรรยากาศโดยรวมค่อนข้างเงียบกว่าทุกๆ ปีผ่านมา

นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ พร้อมปืนฉีดน้ำประจำกายก็เริ่มที่จะเดินเล่นน้ำที่ถนนข้าวสารแห่งนี้ ท่ามกลางแดดที่ร้อนจ้า และเริ่มคึกคักบ้างแล้ว แต่บรรยากาศโดยรวมยังไม่ค่อยมีประชาชนที่จะเข้ามาเล่นน้ำยังน้อย อาจเป็นเพราะในปีนี้รัฐกำหนดเวลาเล่นน้ำตั้งแต่ 14.00 – 20.00 น. จึงทำให้ประชาชนยังไม่เดินทางมาเล่นน้ำไม่มากเท่าที่ควร

สำหรับพ่อค้าแม่ค้าเริ่มตั้งร้านตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา ตลอดพื้นที่ที่ถูกกำหนดให้เล่นน้ำสงกรานต์ ต่างก็พูดถึงบรรยากาศเล่นน้ำที่ถนนข้าวสารปีนี้เงียบเหงาไปกว่าทุกปี

สำหรับข้อห้ามและมาตราการความปลอดภัยในพื้นที่ ตำรวจละเจ้าหน้าที่ กทม. กว่า 500 นาย ค่อยควบคุมดูแลในพื้นที่ ที่กำหนดให้เป็นพื้นที่เล่นน้ำ ที่จะปิดถนนตั้งแต่แยกบางลำภู ตลอดถนนจักรพงษ์ และถนนตะนาว โดยมีจุดคัดกรอง 5 จึดด้วยกันคือทางเข้าถนนข้าวสารทั้งสองฝั่ง ซอยรามบุตรี สองจุด และป้อมตำรวจบริเวณ 13 ห้าง ตามมาตราการ 5 ป. คือ ประหยัดน้ำ , ห้ามเล่นแป้ง , ห้ามเล่นปืนฉีดน้ำแรงดันสูง , ปลอดแอลกอฮอล์, และห้ามโป้เปลือย สำหรับพื้นที่ที่ต้องห้ามเล่นน้ำสงกรานต์โดยเด็ดขาดคือบริเวณถนนราชดำเนินจนถึงท้องสนามหลวง เพราะอยู่ในช่วงพระราชพิธีครับ ส่วนกิจกรรมดนตรีกลางแจ้งปีนี้ในพื้นที่นี้ถูกงดไปนะครับแต่ยังอนุญาตให้ตามร้านอาหารต่างเปิดเพลงได้โดยความดังไม่เกิน 85 เดซิเบล

ขณะนี้จากการสังเกต พบว่า เริ่มมีนักท่องเที่ยวทยอยเดินทางมาเล่นน้ำสงกรานต์ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ บรรยากาศก็เริ่มสนุกสนานเพิ่มขึ้นเช่นกัน

ฮือฮา“เนวิน”เตรียมนักมวยไทยระดับแชมป์ ปราบโจ๋ซ่าป่วนงานสงกรานต์

ประชาชนชาวอำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งประดับตกแต่งเรือยาวขนาด 55 ฝีพายความยาว 45 เมตรที่เคยเป็นแชมป์ประเทศไทยเจ้าของถ้วยรางวัลพระราชทานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดช เพื่อเตรียมเข้าร่วมขบวนแห่คาร์นิวัล ในงาน “บุรีรัมย์ สงกรานต์คาร์นิวัล” ที่จะมีขึ้นในวันนี้ 13 และ 14 เมษายน 2560พร้อมทั้งจะมีการนำลูกช้าง 4 เชือกจากหมู่บ้านช้าง อ.สตึก มาร่วมในขบวนแห่เพื่อสร้างสีสันด้วย โดยขบวนคาร์นิวัล จะเริ่มในเวลา 18.00 น. ตั้งแต่บริเวณวงเวียนพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 1 ถึงหน้าสนามไอโมบาย สเตเดี้ยม

ส่วนมาตรการรักษาความปลอดภัยการจัดงานภายในสนาม ทางสโมสรก็ได้มีการติดป้ายห้ามทะเลาะวิวาท และประกาศเกี่ยวกับกฎกติกาหรือข้อกำหนดในการเข้าร่วมงานไว้รอบสนามให้ผู้ที่มาร่วมเล่นสงกรานต์ได้รับทราบด้วย แต่จุดที่สร้างความฮือฮาให้กับผู้ที่มาเที่ยวสงกรานต์ คือ มาตรการในการป้องปรามกลุ่มวัยรุ่นก่อเหตุทะเลาะวิวาทป่วนงาน ที่แตกต่างไม่เหมือนใคร ของ นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ซึ่งในปีนี้ก็ได้มีการจัดโซนพิเศษด้วยการตั้งเวทีชกมวย ใช้ชื่อว่า “BURIRAM THE MASK FIGHTERS” โดยได้นำนักมวยไทย 6 คนระดับแชมป์เปี้ยนหลายเวที จากค่ายมวยดังในจังหวัด มาสวมหน้ากาก เตรียมไว้ขึ้นชกกับผู้ที่ก่อเหตุทะเลาะวิวาทสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่นที่มาเที่ยวงาน ก่อนจะส่งตัวให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการตามกฎหมายข้อหาทะเลาะวิวาทต่อไป

นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด กล่าวว่า การจัดงานสงกรานต์ในปีนี้ เพื่อต้องการให้แฟนบอลชาวบุรีรัมย์รวมถึงประชาชนและนักท่องเที่ยวได้มาเที่ยวเฉลิมฉลองสงกรานต์กันอย่างมีความสุข แต่ที่เป็นปัญหาในการจัดงานทุกปีคือกลุ่มวัยรุ่นที่ดื่มสุรามึนเมาก่อเหตุทะเลาะวิวาทสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้คนส่วนใหญ่ที่ต้องการมาเที่ยวงานอย่างมีความสุข
ดังนั้นจึงต้องมีการกำหนดกฎกติกาของผู้ที่มาเที่ยวงาน เนื่องจากสถานที่จัดงานเป็นพื้นที่ส่วนบุคคล ฉะนั้นใครที่มาเที่ยวงานแล้วก่อเหตุทะเลาะวิวาท สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น จะต้องถูกลงโทษตามกฎระเบียบของทางสโมสรที่กำหนดไว้ โดยปีนี้ได้จัดเวทีชกมวย “BURIRAM THE MASK FIGHTERS” เป็นการนำนักมวยไทย 6 คนเตรียมไว้ขึ้นชกกับผู้ที่มาก่อเหตุทะเลาะวิวาทในงานโดยตนจะเป็นผู้เลือกนักมวยให้ขึ้นชกเอง เพื่อเป็นการป้องปรามและดัดนิสัยกลุ่มวัยรุ่นที่ชอบก่อเหตุทะเลาะวิวาทสร้างความเดือดร้อนให้กับบุคคลอื่นเท่านั้น

“บูบู้” สามีตุ๊กกี้ ชิงร้อย ออกมาพูด ปมซุกลูกชายวัย 17 ปี

กลายเป็นประเด็นร้อนๆ ในแวดวงบันเทิง เมื่อมีกระแสข่าวเรื่องของสามีของดาราตลกชื่อดัง แอบซุกลูกชายที่ขาดการติดต่อไปหลาย 10 ปี กระทั่งมีการเล็งเป้าไปยัง “บูบู้ กำธร” สามีของ “ตุ๊กกี้ ชิงร้อยฯ” จนเกิดกระแสวิจารณ์ต่างๆ นานา โดยเฉพาะประเด็นบล็อกการติดต่อกับลูกชายที่พยายามติดต่อ หรือการส่งเสียเลี้ยงดูแค่เพียงเดือนละ 3,000 บาท ทั้งที่มีไลฟ์สไตล์ที่หรูหรา

ล่าสุดทางรายการ บรรจงชงข่าว ช่องเวิร์กพอยท์ทีวี ได้มีโอกาสสัมภาษณ์เปิดใจในกรณีดังกล่าว บูบู้ เปิดเผยว่า “ผมรู้เรื่องนี้ตอนเมื่อวานตอนเช้าครับ ตื่นนอนขึ้นมาก็พบว่ามีเรื่องนี้อยู่เต็มเฟซบุ๊กเลย ในส่วนที่เราต้องรับผิดชอบนั้น ก็รับผิดชอบมานานแล้ว ส่วนเด็กคนนั้นก็เป็นลูกชายของผมจริงๆ ครับ”

“เรื่องที่เกิดขึ้นนี้ ตอนนั้นผมอายุ 15-16 ปีได้ เป็นเรื่องอดีตที่ผมไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้ ผมเต็มใจที่จะรับผิดชอบเด็กคนนี้อยู่แล้วครับ เมื่อวันที่ 4 เมษายนที่ผ่านมา ผมก็เพิ่งโอนเงินให้ครับ การส่งเสียเป็นการตกลงกับแม่ของเด็ก เมื่อราวๆ 5-6 ปีก่อน ผมไม่รู้ว่าฝ่ายนั้นมีครอบครัวใหม่แล้วหรือยัง แต่เมื่อมาบอกว่าเด็กเป็นลูกของผม ผมก็ให้ทางผู้จัดการและผู้ใหญ่ติดต่อจัดการ”

“กระทั่งมีข้อตกลงว่า แต่ละเดือนผมต้องค่าเลี้ยงดู 3,000 บาท และยังมีค่าเทอมที่ออกคนละครึ่งกับแม่เด็ก ส่วนค่าพยาบาลนั้น ผมก็จะรับผิดชอบคนละครึ่งกับแม่เด็กอยู่แล้ว ผมรับผิดชอบอยู่ตลอดไม่เคยขาดอยู่แล้วครับ”

นอกจากนี้ บูบู้ ยังบอกอีกว่า หลังจากฝ่ายอดีตภรรยาคลอดลูกก็ไม่ได้ติดต่อกันเลย เพิ่งจะกลับมาติดต่อกันอีกครั้งราวๆ 5-6 ปีที่ผ่านมา ทำให้ไม่ได้มีความผูกพันกับลูกชายคนนี้ ส่วนประเด็นการบล็อกเฟซบุ๊กลูกชายที่พยายามจะติดต่อด้วยนั้น บูบู้ ได้ชี้แจงว่า

“การที่ผมบล็อกเฟซบุ๊กนั้น เพราะว่ามีคนเข้ามาหาผมเยอะมาก ผมจะชี้แจงชัดเจนว่า ถ้าใครไม่รู้จักกันก็อย่าอินบ็อกซ์มาหาเลย เพราะบางคนก็ติดต่อมาคุย มายืนเงินบ้าง ผมไม่ค่อยสะดวกจะคุยทางนี้ เพราะผมก็ต้องทำงาน ผมไม่ได้บล็อกแค่เฉพาะน้อง หรือบล็อกไปเพราะหนีความรับผิดชอบ ผมทำเพราะไม่ชอบคุยทางนี้กับใครครับ”

จบด้วยดี! สารวัตรเอก โพสต์ค้านห้ามนั่งท้ายกระบะ ไม่ถูกลงโทษ

จากกรณี พ.ต.ท.เอกราช หุ่นงาม สารวัตรอำนวยการ สถานีตำรวจภูธรสลุย อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร หลังจากที่มีการโพสต์วิจารณ์การใช้คำสั่ง คสช. คุมเข้มวินัยจราจร และห้ามนั่งท้ายกระบะ ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว ว่า เป็นการสร้างความเดือดร้อนให้กับคนจน พร้อมแนะนำให้ควบคุมความเร็วมากกว่า โดยโพสต์นี้ ถูกนำไปแชร์ต่อเป็นจำนวนมาก จนผู้บังคับบัญชาสั่งให้ทำหนังสือชี้แจง และตั้งคณะกรรมการสอบวินัย โดยให้เหตุผลว่าตำรวจแสดงความเห็นในพื้นที่สาธารณะลักษณะดังกล่าวเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง

ล่าสุด (10 เม.ย.) พ.ต.ท.เอกราช หุ่นงาม หรือ สารวัตรเอก ได้โพสต์ภาพและข้อความชี้แจงผ่านเฟซบุ๊ก Aggarach Hoonngaum ว่า ตนเองไม่ได้ถูกทำโทษ เพียงแค่ตักเตือนเท่านั้น ทุกอย่างจบลงด้วยดี…

“ผมขอแจ้งพี่ๆเพื่อนๆ และน้องๆที่เป็นห่วง ทุกท่านว่าขณะนี้กระผมไม่ได้ถูกผู้บังคับบัญชาลงโทษแต่อย่างใดเพียงตักเตือนด้วยความหวังดีเท่านั้น ผมจึงขอร้องทุกท่านอย่าได้เอาภาพผมไปพิมพ์ตัวหนังสือที่ให้ร้ายหรือพูดในทางต่อต้านผู้บังคับบัญชาอีก เพราะผมไม่เคยคิดหรือมีเจตนาที่จะกระทำผิดกฎหมายหรือขัดนโยบายรัฐแต่อย่างใด ทุกอย่างจบลงด้วยดีแล้ว ขอให้เพื่อนๆจงดำเนินชีวิตกันอย่างปกติสุขต่อไป เรื่องนี้ขอให้จบเพียงนี้ เราจะพูดคุยกันในเรื่องที่เกิดขึ้นในอนาคตต่อไปเพื่อสร้างสรรค์ชีวิตเราให้มีความสุขกันต่อไป และขอขอบพระคุณทุกท่านมา ณ ที่นี้อีกครั้งในความรักความหวังดี ผมจะจดจำภาพนี้ไว้ในใจตลอดไปครับ!!”

เปิดใจ สัปเหร่อสาว! เชื่อ ปาฏิหาริย์บุญเฝ้าศพ ทำให้หายพิการ

พบสัปเหร่อสาวสวยรับจ้างนอนเฝ้าศพ ที่จังหวัดชลบุรี เจ้าตัวเชื่อ หายพิการครึ่งซีกอย่างปาฏิหาริย์ เพราะบุญเฝ้าศพ

เมื่อวันที่ 9 เม.ย. 60 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปพบสัปเหร่อสาวสวย รับจ้างนอนเฝ้าศพ ภายในวัดบางเป้ง ต.แสนสุข อ.เมือง จ.ชลบุรี คือ นางสาวอัฏฐะวีกาญ ธัมมะพิทักษ์ หรือ กิ๊ฟ อายุ 35 ปี อยู่บ้านเลขที่ 33/8 ม.5 ต.ห้วยกะปิ อ.เมือง จ.ชลบุรี ดีกรีจบการศึกษา ปวส.ด้านวิทยาศาสตร์อาหาร หรือ food science จากวิทยาลัยราชมงคลพระนครใต้

สัปเหร่อกิ๊ฟ เปิดเผยว่า หลังจากเรียนจบตนได้เข้ามาดูแลหลวงลุงภายในวัด ก็ได้พบเห็นการทำงานของลุงสัปเหร่อประจำวัด ด้วยความสนใจก็ชอบเข้าเรียนรู้และมาช่วยงานเล็กๆน้อยๆ จนกระทั่งเมื่อปี 2551 แม่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง ตนจึงเข้ามาช่วยงานสัปเหร่อเต็มตัว และเริ่มนอนเฝ้าศพแม่เป็นศพแรก เเละตัดสินใจหันมาทำงานสัปเหร่ออย่างจริงจัง

กระทั่งปี 2555 เพื่อนชวนไปทำอาชีพอื่นที่มีความมั่นคง ตนจึงคิดจะเลิกทำอาชีพนี้ แต่กลับถูกรถชนจนพิการครึ่งซีกด้านขวา ไม่สามารถขยับใช้การได้ ต้องเข้ารับการรักษานานกว่า 1 ปี 4 เดือน แต่อาการก็ไม่ดีขึ้นเท่าที่ควร แขนขาใช้การได้ไม่ปกติ ตนจึงท้อแท้คิดสั้นกินยาฆ่าตัวตาย แต่โชคดีญาติๆ มาช่วยไว้ได้ทัน

เมื่อฟื้นขึ้นมาตนจึงคิดได้ว่า สิ่งที่ตนรักที่สุดยามมีชีวิตอยู่นั่นคืออาชีพสัปเหร่อ จึงปวารณาว่า หากตนหายเป็นปกติ จะขออุทิศตัวทำงานสัปเหร่อจนกว่าจะหมดลมหายใจ จากนั้นตนก็หันกลับมาช่วยงานสัปเหร่ออีกครั้ง อาการก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ขาเริ่มเดินได้แต่ก็ยังไม่สมบูรณ์ ตนจึงเกิดความท้อแท้อีกรอบ จึงบอกกล่าวสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนนับถือในวัดว่า หากจากนี้ไปอีก 3 เดือน อาการตนไม่ดีขึ้นจะไม่ขออยู่บนโลกนี้

อีก 2 วันต่อมา ตนถูกไฟดูดอย่างแรงจนสลบไป เมื่อฟื้นขึ้นมาก็พบว่า อาการผิดปกติทางร่างกายซีกขวาดีขึ้นเรื่อยๆ จนหายเป็นปกติในเวลา 1 เดือน ซึ่งจากนี้ตนก็ขออุทิศชีวิตที่เหลือเพื่องานสัปเหร่อและการรับจ้างนอนเฝ้าศพ

สัปเหร่อกิ๊ฟ กล่าวต่อว่า หน้าที่ของตนคือทำทุกอย่างที่สัปเหร่อผู้ชายทำ หากเจ้าภาพต้องการให้นอนเฝ้าศพตนก็นอนเฝ้าให้ ตนจะเปิดเพลงให้ศพฟัง พูดคุยเป็นเพื่อนศพด้วย โดยที่ไม่มีความกลัว และมองว่าศพที่เฝ้าคือญาติตนเองเช่นกัน

ชุลมุน! แม่เป็นลมหงายท้อง ลูกชายจับได้ใบแดงใบสุดท้าย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (9 เม.ย.) ที่วัดศรีวิชัยวัฒนารามจังหวัดชัยนาท มีชายไทย ภายในเขตอำเภอเมืองชัยนาทเข้ารับการคัดเลือกทหารกองเกินประจำปี 2560 กันอย่างคึกคัก ท่ามกลางญาติพี่น้องที่มาเป็นกำลังใจตั้งแต่เช้ายันเย็น

โดยภายในส่วนของจังหวัดชัยนาท มียอดตรวจเลือกจำนวน 717 นาย ต้องการประจำการจำนวน 104 นาย ร้องขอ จำนวน 51 นาย ในปีนี้เหลือผู้จับจำนวน 227 ราย ใบแดงจำนวน 53 ใบ ส่วนใบดำจำนวน 174 ใบ ทำให้เหลืออัตราส่วน 1 ใบ ต่อ 3 คน

ส่วนบรรยากาศของการจับใบดำใบแดงเริ่มต้นในช่วงบ่าย ไม่ค่อยฮือฮาเพราะใบดำและใบแดง ออกในสัดส่วนที่เท่าๆ กัน แต่พอช่วงกลาง ผู้เค้ารับการคัดเลือกจับได้แต่ใบดำ ส่วนใบแดงก็คละๆ กันออก จนถึงช่วงสุดท้าย ช่วงเวลาประมาณ 16.00 น. เหลือผู้เข้ารับคัดเลือกทหาร 15 คน ใบแดงเหลือ 3 ใบ เท่านั้น

ผลปรากฏว่า คนที่จับได้ใบแดงคนสุดท้าย คือ คนรองสุดท้าย แต่ขณะที่จับได้ใบแดงนั้น ฝ่ายแม่ของคนจับใบแดง เกิดเป็นลมหงายท้องเพราะว่าช็อกและตกใจ ไม่คิดว่าลูกจะได้ใบแดง จนเกิดชุลมุนอลหม่าน

ทางแพทย์ประจำการคัดเลือกทหาร ต้องรีบวิ่งไปพยุงมานั่ง ในที่โล่ง เพื่อให้ผ่อนคลายและปลอบใจว่าการเป็นทหาร คือการรับใช้ชาติ ไม่ใช่การไปรบ ไปเสี่ยงอันตราย จนญาติคนดังกล่าวสบายใจและพาลูกกลับบ้านตามปกติ

หนุ่มซ่า! ซิ่งกระบะแข่งรถเสียหลักตีลังกาหลายตลบ ชนรถยับ 11 คันรวด

หนุ่มซ่าซิ่งกระบะแข่งรถกับรถเบนซ์ เสียหลักชนกันเอง ก่อนรถกระบะพลิกหลายตลบกวาดรถที่ขับอยู่บนถนน และกวาดรถในเต็นท์ข้างทาง พังยับรวด 11 คัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 02.30 น. วันนี้ (8 เม.ย.) ร.ต.อ.ปัญญวัฒน์ คำศรี รองสารวัตรสอบสวน สภ.เมือง สมุทรปราการ ได้รับแจ้งว่า มีอุบัติเหตุรถกระบะเสียหลักพลิกคว่ำชนรถยนต์จอดข้างทางได้รับความเสียหายหลายคัน บริเวณถนนศรีนครินทร์ ขาออก หลักกิโลเมตรที่ 17.5 ตำบลบางเมือง อำเภอเมือง สมุทรปราการ มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส หลังรับแจ้งจึงพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และเจ้าหน้าที่สมาคมกู้ภัยสมุทรปราการเดินทางตรวจสอบที่เกิดเหตุ

ที่เกิดเหตุอยู่หน้าเต็นท์รถแห่งหนึ่งย่านศรีนครินทร์ พบรถกระบะ 4 ประตู ยี่ห้อมิตซูบิชิ ไทรทัน สีบรอนซ์ ทะเบียน กง 8268 พิจิตร ในสภาพนอนตะแคงข้างอยู่ข้างทาง พังยับทั้งคัน ใกล้รถยนต์ที่เสียหายอีกจำนวน 11 คัน แบ่งเป็นรถเก๋งที่ขับอยู่บนถนน 1 คัน ประตูด้านคนขับและด้านหลังหายไปทั้งสองบาน รถยนต์ที่จอดข้างทาง 4 คัน และรถยนต์ภายในเต็นท์รถ 5 คัน ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเปาโล ก่อนหน้าแล้ว ทราบชื่อต่อมาคือ นายวรพล อายุ 26 ปี ได้รับบาดเจ็บตามลำตัวและขาหัก

จากการสอบสวนทราบว่า รถกระบะคันดังกล่าวได้ขับวนไปมาบนถนนศรีนครินทร์จำนวน 2 รอบ ก่อนจะมีการแข่งขันกับรถยนต์อีกคัน ยี่ห้อเบนซ์ ไม่ทราบสีและทะเบียน ก่อนเสียหลักชนกัน รถกระบะได้หมุนหลายตลบชนรถยนต์ชาวบ้านที่จอดข้างทางจนเสียหายหลายคันดังกล่าว ส่วนรถเบนซ์ที่แข่งกันมา ได้ขับเลยไปทางแยกการไฟฟ้า

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่คาดว่านายวรพล น่าจะขับรถแข่งกับรถอีกคันมา ก่อนจะเสียหลักพลิกคว่ำไปชนรถที่ขับอยู่บนถนน และรถที่จอดอยู่ข้างทางจนได้รับความเสียหาย อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบกล้องวงจรปิดและพยานแวดล้อม รวมถึงสอบนายวรพล คนขับรถกระบะที่เกิดเหตุชนกับรถยนต์ที่จอดข้างทางจนได้รับความเสียหาย อีกครั้งภายหลัง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ถึงไทยแล้ว ! ‘น้องมิน’ สาวเที่ยวเกาหลีช็อกหมดสติ กลับมารักษาต่อที่ ร.พ.ราชวิถี

น้องมินกลับถึงไทยแล้ว แพทย์เผยเบื้องต้นอาการคงที่ ส่วนค่ารักษาพยาบาลที่เกาหลีใต้ ทางสถานทูตไทยประจำประเทศเกาหลีเป็นผู้ดูแล

วันที่ 8 เม.ย. 60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แพทย์และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเวชธานีนำตัว “น้องมิน น.ส. ระภีภรณ์” สาวไทยชาว จ.กาฬสินธุ์ ที่ช็อกหมดสติในประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเดินทางกลับมาถึงประเทศไทยแล้ว ทันทีที่มาถึง แพทย์ได้นำตัวเข้ารับการรักษาต่อที่โรงพยาบาลราชวิถีทันที โดยมีครอบครัวและญาติมารอเยี่ยมจำนวนมาก

ด้าน น.พ.เทิดศักดิ์ เชิดชู อายุรแพทย์สาขาโรคหัวใจและหลอดเลือด ร.พ. เวชธานี ทีมรักษาน้องมิน เปิดเผยว่า ก่อนที่ทีมแพทย์จะพาน้องมินกลับไทย ได้มีการประชุมร่วมกับทีมแพทย์จากเกาหลีเพื่อส่งต่อข้อมูลกัน

ทั้งนี้ ก่อนออกเดินทางน้องมินยังคงไม่รู้สึกตัวและความดันตก ทางแพทย์ต้องให้ยาและใช้ยาสลบเพื่อนำตัวขึ้นเครื่องบินมา ระหว่างเดินทางความดันคงที่ มีอาการเกร็งบ้างเป็นระยะๆ โดยรวมถือว่าอยู่ในอาการปลอดภัย แม้จะมีชีพจรสูงบ้างเป็นบางครั้ง

ส่วนค่ารักษาพยาบาลทางสถานทูตไทยประจำประเทศเกาหลีใต้เป็นผู้ดูแล ขณะที่การบินไทยก็ดูแลเรื่องค่าเครื่องบิน ส่วน ร.พ.เวชธานีก็รักษาน้องมินโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า แม่และพ่อของน้องมินได้เฝ้าดูอาการของลูกสาวด้วยความห่วงใย และยังไม่สะดวกให้สัมภาษณ์ โดยบอกว่าขอพบลูกก่อน

ขณะที่ นายแพทย์ สกานต์ บุนนาค ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี เผยเบื้องต้นว่า อาการน้องมินคงที่ ไม่มีปัญหาระหว่างเดินทาง แต่ต้องรอตรวจละเอียดอีกครั้ง ก่อนจะแถลงอย่างเป็นทางการต่อไป